บทที่ 6 ถ้าไม่มีก็หามเขาไปรักษาที่อื่น
พอด้านในมีสามคนแม่ลูกนั่งอยู่ และกงเพ่ยจิ้นนอนก็เกือบเต็มพื้นที่แล้ว คนที่จะไปด้วยอีกสองคนจึงต้องออกไปนั่งด้านหน้ากับคนขับแทน
ลุงไฉบังคับเกวียนวัวอย่างเร่งรีบเพื่อให้แข่งกับความตายของกงเพ่ยจิ้น ม่านม่านที่เพิ่งเคยนั่งเกวียนวัวเป็นครั้งแรกก็ต้องยึดเกาะผนังเกวียนเอาไว้แน่น ด้วยกลัวว่าจะไปกระแทกกับร่างของกงเพ่ยจิ้นเข้า
“ท่านแม่...ท่านช่วยท่านพ่อได้หรือไม่” กงหนิงเจี้ยนเงยหน้าขึ้นขอร้อง
มารดาเขาราวกับเทพธิดาที่มีข้าวของแปลกประหลาดที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน นางอาจจะช่วยบิดาของเขาให้รอดพ้นจากความตายได้
ม่านม่านมองไปทางกงเพ่ยจิ้นอย่างชั่งใจ นางเรียกยาห้ามเลือดในห้องพักของนางออกมา แล้วฉีดเข้าไปที่แขนของกงเพ่ยจิ้น เลือดที่บาดแผลของเขาพอผ่านไปชั่วครู่ก็ค่อยๆ หยุดไหล
กงเพ่ยจิ้นที่คิดว่าไม่ได้สติ หรี่ตาขึ้นมามองเล็กน้อย เดิมทีเขาคิดว่าตนเองไม่อาจรอดมาเจอพบเจอบุตรชายทั้งสองได้แล้ว คงเป็นเพราะความห่วงบุตรชายทั้งสอง ไม่รู้ว่าพวกเขาจะเป็นเช่นใดหากทิ้งให้อยู่กับมู่ลี่ม่านที่ไม่ไยดีพวกเขา ถึงได้แข็งใจที่จะมีชีวิตอยู่ต่อ
เมื่อครู่เขาทันเห็นมู่ลี่ม่านใช้สิ่งของหน้าตาประหลาดทิ่มมาที่แขนของเขาแล้วรู้สึกเจ็บเล็กน้อย ไม่รู้ว่านางกำลังทำสิ่งใด เขาไม่อาจเอ่ยถามออกมาได้ ด้วยเรี่ยวแรงที่เหลือน้อยเต็มที
“ทนมาได้สองวัน ก็ต้องทนต่อไปได้ ใกล้จะถึงมือหมอแล้ว ข้าห้ามเลือดให้แล้ว หากปวดมากข้าจะให้ยา ต้องการหรือไม่” นางเห็นเปลือกตาของเขาขยับจึงรู้ว่าเขาคงรู้สึกตัวแล้ว
กงเพ่ยจิ้นไม่รู้ว่านางทำเช่นใดเลือดของเขาถึงได้หยุดไหล และนางก็คงช่วยให้เขาหายปวดได้ เขาจึงส่งเสียงออกมาเบาๆ “อืม”
ม่านม่านนางฉีดยาแก้ปวดอย่างแรงให้เขา จากนั้นไม่นานกงเพ่ยจิ้นก็หลับสนิทจนถึงโรงหมอ
เมื่อหมอเห็นสภาพของกงเพ่ยจิ้น เขาก็ส่ายหน้าเล็กน้อย “มาช้าเกินไป”
“ท่านหมอช่วยพี่ชายของข้าด้วย ท่านคิดค่ารักษาเท่าใด ข้าจะหามาให้ท่าน” อาหยุนคุกเข่าลงขอร้อง หากมิใช่ว่ากงเพ่ยจิ้นช่วยรับกรงเล็บหมีควายแทนเขา ก็คงไม่ต้องบาดเจ็บเช่นนี้
“เลือดหยุดไหลแล้ว ท่านรักษามิได้หรือ” ม่านม่านเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย นางจ้องหน้าหมออย่างดุดัน
หมอเพียงแค่เห็นสภาพของกงเพ่ยจิ้นเท่านั้น แต่ยังมิทันได้ตรวจดูบาดแผล เห็นเขาหลับตานิ่งก็คิดว่าไม่อาจช่วยได้แล้ว พอม่านม่านนางพูดออกมา เขาถึงได้เดินเข้ามาตรวจดูบาดแผลของกงเพ่ยจิ้นอย่างละเอียด
“ไม่น่าเชื่อ...ว่าเลือดจะหยุดไหลได้” บาดแผลลึกจนแทบไม่น่าเชื่อว่าเลือดจะหยุดไหล “ห้าสิบตำลึง ข้าจะรักษาให้ แต่ถ้าไม่มีก็หามเขาไปรักษาที่อื่น”
อาหยุนเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ต่อให้เข้าป่าล่าสัตว์ก็ไม่รู้ว่าจะหาเงินห้าสิบตำลึงมาครบเมื่อใด แต่ก่อนที่เขาจะร้องขอความเมตตาจากท่านหมอ เสียงเย็นของสตรีก็เอ่ยขึ้นมาเสียก่อน
“ได้...แต่หากเจ้ารักษาเขาไม่ได้...ข้าขอมือของเจ้าแทน” นางจ้องมองท่านหมอราวกับจะตัดมือเขาเสียตั้งแต่ตอนนี้
“ได้” ท่านหมอจำต้องกัดฟันตอบกลับไป เขาไม่เชื่อว่าสตรีตรงหน้าจะเอามือของเขาไปได้
กงเพ่ยจิ้นถูกหามเข้าไปรักษาด้านใน ม่านม่านนางฝากเด็กแฝดไว้ในความดูแลของอาหยุน
“นั่นเจ้าจะไปไหน”
“ไปหาเงินไง หรือเจ้าจะออกให้ข้า” นางเลิกคิ้วถาม
อาหยุนจำได้ว่ามู่ลี่ม่านนางเป็นคุณหนูตระกูลคหบดีมาก่อน อย่างน้อยก็ต้องมีของมีค่าแลกเปลี่ยนเป็นเงินมาได้ จึงได้แต่หลบสายตาของนาง พาเด็กแฝดทั้งสองคนเข้าไปรอที่หน้าห้องของกงเพ่ยจิ้นแทน
ม่านม่าน เดินไปหาเสี่ยวเอ้อที่อยู่หน้าโรงหมอ “มีที่ใดรับซื้อก้อนทองหรือไม่”
“เจ้าลองไปถามร้านรับแลกเงินดู ร้านหัวมุม ห่างจากที่นี่ไปสองตรอกซอย” เขาชี้มือไปยังทิศทางของร้านแลกเงิน
ม่านม่านเอ่ยขอบคุณก่อนจะเดินหายออกจากโรงหมอไปที่ร้านแลกเงินทันที ร้านไม่ได้อยู่ไกลมาก เพียงเดินหนึ่งเค่อ (ประมาณ15นาที) ก็ถึง
“ที่นี่ รับซื้อก้อนทองหรือไม่”
หลงจู๊เงยหน้าขึ้นมามองหน้านางก่อนจะพยักหน้าเล็กน้อย ม่านม่านนางจึงนำทองแท่งที่อยู่ภายในมิติออกมาวางตรงหน้าของเขา
เดิมทีหลงจู๊คิดว่าก้อนทองที่นางว่าเป็นทองที่ขุดมาได้ ชาวบ้านที่มีโชคมักจะนำมาขายที่ร้านของเขา แต่ทองของนางเป็นทองคำบริสุทธิ์กว่าทองที่เขาเคยเห็นมาเสียอีก
ม่านม่านเห็นสีหน้าของหลงจู๊นางก็รู้แล้วว่าทองของนางต้องมีราคา ไม่ว่ายุคสมัยใดทองคำล้วนเป็นของมีค่าเสมอ สีหน้าของนางยังคงเรียบเฉยเช่นเดิม
หลงจู๊ลูบคลำทองในมืออยู่ครู่ ก่อนจะปรับสีหน้าเป็นเคร่งเครียดแล้วเอ่ยพูดออกมา “ข้ารับซื้อ ห้าร้องตำลึงทอง ดะ เดี๋ยว...”
ม่านม่าน จะรู้ไม่ทันได้อย่างไร ว่าทองของนางต้องมีราคามากกว่าที่เขาเอ่ยออกมา นางแย่งทองมาเก็บเอาไว้ แล้วเตรียมจะหมุนตัวออกจากร้านไป หลงจู๊รีบร้องเรียกนางเอาไว้เสียงหลงอย่างรวดเร็ว
“หนึ่งพันตำลึงทอง ข้าให้หนึ่งพันตำลึงทอง”
“ท่านแน่ใจใช่หรือไม่ คิดให้ดีเล่า...ข้ามิได้มีเพียงก้อนเดียว อีกอย่างร้านแลกเงินของเจ้าก็คงไม่ได้มีแห่งเดียวเช่นกัน” นางเลิกคิ้วถามอย่างใจเย็น
หลงจู๊อ้าปากหุบปากอยู่นาน ก่อนจะเอ่ยออกมา “สองพันตำลึงทอง มากกว่านี้ข้าให้ไม่ได้แล้ว และไม่มีร้านใดให้เจ้าได้มากกว่าข้าแน่”
ม่านม่านนางไม่ได้เอ่ยพูดสิ่งใด แต่นางโยนทองไปตรงหน้าเขาสองก้อนเป็นคำตอบ “รับเป็นตั๋วเงินและก้อนเงินตำลึง”
